ลืมไม่ลง “ฮ่องกง” เว้ย
เป้าหมายการเดินทาง : หาประสบการณ์ ลดต้นทุน และประหยัดที่สุดงบประมาณ : 10,000/ คน (ค่าอาหาร/ที่พัก/เครื่อง/ภาษีสนามบิน/ของฝาก ได้นิดหน่อย)
ผู้ร่วมเดินทาง : ตุ๋ม ว้อย พี่ฝ้าย พี่….(เพื่อนพี่ฝ้าย)
ระยะเวลา : 4 วัน 3 คืน
เราไม่ได้เตรียมตัวกันเลย ตอนแรกๆก็เห่อน่ะ ไปๆมาๆ ก็เลยไม่ทันเตรียมอะไรเลย พี่ฝ้ายจองห้องพักไว้ก่อนแล้ว ทางอีเมล์ เป็นอันยืมยันกันเรียบร้อย ช่วงที่เราไปกันเป็นช่วงหน้าหนาว เราเตรียมเสื้อกันหนาวไว้เยอะมาก แต่มีคนที่พึ่งกลับมาจากฮ่องกงบอกเราว่าปีนี้เป็นปีแรกที่หน้าหนาวอากาศถือว่าสบายๆ เราเองเป็นคนที่กลัวความหนาวเย็นมากๆเพราะเราเป็นคนผอม เราจึงนำเสื้อหนาวจากกระเป๋าอกหมด
เริ่มต้นนัดรวมทีม กันที่สนามบิน “สุวรรณภูมิ” โดยเดินทางสองต่อ ขึ้นเครื่องไปลงมาเก๊าท์ แล้วนั่งเรือต่อไปอีก เราไม่เลือกที่จะไปการบินไทย เนื่องจากลดคอร์ส แต่การที่เราเดินทางสองต่อ ก็ถูกกว่าไม่เยอะ แล้วยังเสียเวลาอีกด้วย แต่คิดได้แง่ที่ว่าเราได้ลองเรียนรู้ด้วยตนเองบนเส้นทางการเดินทางไป ตปท. “ครั้งแรก” เนื่องจากที่ถ้าเราไปกับสายการบินไทย เครื่องจะไปลงที่ฮ่องกงเลย แต่ค่าใช้จ่ายก็จะสูงตาม
เครื่องขึ้นแล้วจ้า เราเดินทางกันดึกอ่ะ เลยไปถึงดึกมาก หิวแสดเลยละ ตอนไปน่ะ เราสั่งอะไรกินบนเครื่องแพงแสดเลย คือ แพงกว่าปกติอ่ะ จากมาม่าต้ม เราซื้อกินกันแค่ 5 บาท 10 บาท แต่พอมากินบบนนี้ 60 บาท ก็นะขาไปเงินยังอัดแน่นอยู่นี่นา
พอไปถึง ก็ขอถ่ายรูปเรือนิดนึง แต่ไม่ใช่เรือที่เรานั่งมาน่ะ แบบว่าที่ถ่ายมาเพราะดูดีกว่าลำนั้นแยะ
เสร็จแล้วก็เดินทางไปขึ้นรถต่อไปที่พักอ่ะ มองเห็นต้นคริสมาส ต้นใหญ่ ถ่ายรูปซะหน่อยพวกเรา !!
ระหว่างทางขอหาอาหารกินก่อนเท๊อะ หิวจะแย่แล้ว และแล้อาหารมื้อแรกในต่างแดน หน้าตามันเป็นแบบนี้นี่เอง ราคาก็ 60-100 บาทคือราคาทั่วๆไป ส่วนน้ำต้องซื้อกินเองต่างหาก น้ำปงน้ำเปล่า ไม่มีให้ทั้งนั้นละจ้า
กินเสร็จก็เดินไปหาที่พัก ซึ่งพวกเราหลงทางอยู่พักใหญ่ ถามใครก็แทบจะไม่ได้ ใครบอกกรูว๊า (ไอ่โต๊สเชียวละ) บอกว่าคนฮ่องกงส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ ที่ไหนได้ละ แทบบพลิกแผ่นดิน พูดกันแต่ “เหวยๆ ต้าๆ เถ่าๆ เหลา ๆ ซิ๊ เป่า ” แล้วกรูรู้เรื่องไหมเนี่ย เราหลงทางตั้งแต่ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วละ เลยต้องส่งตัวแทนถามว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ซึ่งเราเองต้องเป็นคนไปถาม เพราะเราจะผลัดกันเป็นผู้นำ ทุกคนคงเคยนั่งรถไฟฟ้าอ่ะ แม้แต่ในไทย หาเราอยู่สถานีไหนในตอนนี้ป้ายมันจะบอกเอง เหมือนกันละ เราเกินไปถาม โชคดีจริงๆที่เขาพูดปะกิดๆได้ “what This name station ” “ OK Thanks” เราก็เดินท่องอยู่ระหว่างทาง เพราะเป็นภาษาจีนกลัวจะลืม สุดท้ายพวกเราก็ชี้ไปตามลูกศร ตามชื่อที่เขาบอกว่า ว๊า แย่จัง ป้ายมันก็ชี้มาว่า “you are hear” หน้าแตกสุดๆเลย ควายแท้ๆ เลยป้ายก็มีบอก 555
เปลี่ยนรองเท้าผ้าใบเป็นรองเท้าแตะ กางเกงก็ขาสั้นตัวเดิม ส่วนเสื้อก็ใส่แจ็คเก็ตสีเหลืองอ่ะ พึ่งซื้อมือสอง มาใหม่อ่ะ เราเป็นคนชอบขอบมือสอง (อย่างแรง) กะว่าใส่แล้วยืด แน่ละเมืองไทย กำลังนิยมใส่เสื้อสีเหลือง (ฉลองสิริราชมบัติครบ 60 ปี ของในหลวง) พอเราเดินไปเข้าห้องน้ำ คนทั้งห้องน้ำมองเราหัวจรดเท้าเลยแหมก็นะ ตอนแรกยังไม่รู้ ว่ามองเพราะอะไร พอเดินออกไปข้างนอก เลยเห็นว่าเขาแต่งตัวกันฮิโซมาก ไม่มีใครใส่รองเท้าแตะ แม้แต้รองเท้าผ้าใบทุกคนจะใส่ถุงเท้าด้วยอ่ะ แถมยังใส่เสื้อสีเหลืองปี๊ด และใส่แว่นตาสีขาว (โหย…เสี่ยวเรียกพี่เลยอ่ะ อายว่ะ อิอิ แต่ยังเดินต่อไป) เพื่อนบอกเลย กูไม่ถ่ายรูปมึงนะ มึงแต่งเสี่ยวมาก
วันนั้นเราเลยมะค่อยมีรูปอ่ะ
วันที่ สองแล้วนะ
มีสองชีวิตที่ไม่ได้อาบน้ำ ไม่รู้ไม่ชี้ละกัน แหมมันง่วงนี่นา เดากันเองละกัยว่าเป็นคนไหน
เช้านี้มีโปรแกรมไปที่ ตำหนักเจ้าแม่กวนอิม
มื้อเช้าของพวกเราเบาๆ อ่ะ
พวกเราขึ้นรถบัสไป นั่งกันตามปกติ ไม่นานมีกลุ่มหญิงสาวขึ้นมาบนรถ สามคน และชายหนุ่มหนึ่งคน (ไม่ได้มาจี้หรอกนะ) ก็คิดุดูดิ หน้าตาแบบนั้นต้องไม่ใช้คนจีนแน่นอน โดยเฉพาะสีผิด แต่แกดันใส่ประโปรงสั้น ตัวโตด้วยอ่ะ แถมทำผมสีเขียวอีกอ่ะ กำแท้ๆๆ (เลยแอบนินทาไปอ่ะ) สุดท้าย ป๊าด โธ่ โทรศัพท์เจ้าหล่อนดัง แล้วหล่อนก็รับพร้อมกับพูดว่า “ฮาโหล้ ตอนนี้ยู่ ฮ่องกง ประมาณสิ้นเดือน ทึ๊งจะกลับสูพรรณ” (ตายห่าละกู ดั๊นนิทาคนไทยกันเอง) มิหนำซ้ำ ยังเป็นคนสุพรรณเหมื๊อนฉั๊นอีก หุหุ พูดมะออกเลยตู
สวยริมทะเล เมื่อมาถึง จะเจอทะเล (เขาว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุดแล้วในฮ่องกง ) แต่เป็นทะเลที่ถูกสร้างขึ้นมาอ่ะ
ก็ว่าอยู่ ฮ่องกงมีทะเลด้วยเหรอว๊า งง!!
มือถูแต่ ตามองกล้อง
เพี้ยงขอให้ (นู๋ หรือลูกช้างดีหว่า) สอบผ่าน (ซักทีเต๊อะ)
หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ต่อคิวยาวมากๆ โดยเฉาพะต่อคิวกับ บ.ทัวร์) เขามีวิธีแบบว่า เอามือลูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเงิน (เงินชาวจีนที่เป็นรูปสามเหลี่ยมอ่ะ จำชื่อมะได้) นั่นแหละลูบๆๆให้หมด อันใหญ่ลูบเข้าประเป๋าตัวเอง ส่วนอันเล็กลูบใส่กระเป๋าคนอื่น (หมายถึง ลาบก้อนโต จะเป็นของเรา ถ้าเรารู้จักแบ่งปัน และเป็นฝ่ายให้)
หลังจากนั้นก็เดินไปโยนเหรียญ โดยวิธีการโยน จะโยนให้เข้าปากปลา ทีมเราโยนลงเกือบหมดเลย เหลือเราคนเดียว พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ลง จนมีคนไทยมาร่วมเชียร์ เราทำทุกทาง สุดท้ายก็โยนขึ้นไปบนหัวปลาซะงั้น ส่วนพี่ฝ้ายโบยเข้าไปในปากปลา และมีเหรียญอื่นกระเด็นออกมาแทน (เราเชื่อว่าเป็นระบบโน้มถ่วง) คือ ว่า ถ้าเราโยนเหรียญเข้าไปในปากปลาได้ เหรียญเดิม ซึ่งเป็นของเก่ามันจะหลุดออกมา เพราะมีของใหม่ไปแทนที่ อีกอย่างหนึ่งความเชื่อที่ว่าถ้าโยนเหรียญเข้าปากปลา อยากได้อะไรก็จะได้สมดังใจ
แรกๆก็ถ่ายสนุก
สักพักเริ่มหิว จนต้องนอนข้างทาง (อดอยาก)
เสร็จแล้วก็เดินทางแยกย้าย เด่นเล่นตามถนนไปเรื่อยๆ พวกเราบางคนก็ไปถ่ายรูปกัน ส่วนเจ๊ๆๆ ก็ไปใช้เงินช็อบของแบรนเนม ไอ่เสือ คนยากสองตน เลยต้องเผ่นไปนั่งพัก “ตามประสาคนจนคนยาก”
อ้อ !!ลืมเล่าเรื่องห้องส้วมสาธารณะ ของที่นี่เลย ห้องน้ำ เกือบ 10 ห้องใช้ได้แค่ 1 ห้องอ่ะ ตลกไหมล่ะ เราไปยืนต่คิว หน้าห้องน้ำก็มีกระแป๋งใส่น้ำ พร้อมขันพลาสติก เนื่องจากในห้องน้ำไม่มีน้ำ มองไปมองมา เฮ่ย ! คนไหนที่เข้าเสร็จก็เดินออกมาเลย ตายหละหว่า คนต่อมาต้องตักน้ำเข้าไปราดให้คนก่อนหน้านี้ ตลกอ่ะ ทำกันแบบนี้ทุกคน (หวังว่าทุกคนจะปวดเบาทั้งหมด) พอถึงคิดเรา ๆ ถือน้ำเข้าไปเลย แบบว่ายิงเองราดเองดิ คนอื่นก้คงจะงง แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามเราอะ เหอๆๆ





















Leave your response!