ครั้งแรกในชีวิต ที่ได้มีโอกาสนั่งรถไปเหนือ ซึ่งต้องผ่าน จังหวัดต่างๆมากมายหลายจังหวัด ทั้งสุพรรณบ้านเกิด ชัยนาท นครสวรรค์ ลำปาง สารพัด เดินทาง 12 ชั่วโมง เสียดายถ้ามาเที่ยวโดยเฉพาะคงจะแวะพักแวะเที่ยวได้ตลอดทาง แต่ก็นะ มาทำงานๆๆๆ ตั้งใจหน่อยๆ
กิจกรรมออกบูธร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) ปีนี้เพย์สบายก็ได้ไปร่วมอีกปี เราเดินไปไปด้วยกันสามคน แอน ว้อย และเรา ขับรถกันไปเองตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค ส่วนพี่หวังนั่งเครื่องไปเย็นวันนี้เช่นกัน โดยเริ่มกันที่วันแรกเราไปออกบูธที่เชียงใหม่ พวกเราออกเดินทางจาก กทม. 4 โมงเย็น แต่ขับรถไปถึงประมาณ 01.30 น. พักที่ รร.โนโวเทล ซึ่งพักที่เดียวกับพี่หวัง ตื่นแต่เช้าไปจัดบูธที่สถาบันราชภัฎเชียงใหม่ นักศึกษาเข้าร่วมงานเยอะมากๆ


บรรยากาศบูธของเพย์สบาย


พี่หวังเข้าร่วมเสวนา ร่วมกับ Mpay & True
และของที่ระลึกจากเพย์สบาย
ซึ่งบรรยากาศการบรรยาศเป็นแบบสบายๆ ตบท้ายด้วยการถามคำถาม จากวิทยากร เพย์สบายได้บความสนใจจากเหล่านักศึกษาเป็นจำนวนมาก ทางทีมงานก้มีของขวัญในการถามคำถามด้วย

ข้าวอะไรไม่รู้ จำไม่ได้อ่ะ

อันนี้ข้าวซอยจ้า
หลังจากจบงาน พวกเราได้เดินทางมุ่งหน้าไปที่ดอยสุเทพ ก่อนไปแวะหาร้านข้าวซอยขึ้นชื่อของเชียงใหม่กันก่อน ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คิมนั่นละ

นักข่าวเก่า มือไว ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ
ก่อนจะขึ้นไปดอยสุเทพ เราเดินข้ามถนนแต่รอให้รถบัสคันหนึ่งวิ่งผ่านไปก่อน สุดท้ายรถคันนั้นวิ่งไปชนกับเสไฟฟ้าซะงั้น เราเลยถ่ายรูปมาด้วย


เพื่อชีวิตที่ราบรื่น หยอดน้ำมันใส่ตะเกียงกันหน่อยดีกว่า
น้ส้มคั้นหน้าดอยสุเทพ
ทุกคนไหว้พระ ขอพร และผูกข้อมือสายศิลป์ เดินรอบๆถ่ายรูปสักพักเราก็รีบเดินทางไป จ.เชียงรายต่อ เพื่อไปออกบูธเช่นเดียวกับวันนี้ล่ะ
ขับรถไปประมาณเกือบสามชั่วโมง (สงสารคนขับรถจังเลย) โดยเราได้จองโรงแรมในสถาบันราชภัฎเชียงรายไว้แล้ว ชื่อว่า ราชภัฎอินน์
ไปถึงก็มืดพอดี
ส่วนขากลับจากทานข้าวร่วมกันไม่ลืมที่จะไปชิม บัวลอยมือถือ อ่ะงงละสิว่ามันเป็นยังไง ก็ไม่มีโต๊ะให้นั่นไงละ ใครที่กนต้องใช้มือถือถ้วยเอาล่ะ มีทั้งไอศครีมบัวลอย และบัวลอยไข่เค็ม
ร้านนนี้ขายดีมากๆเป็นร้านขึ้นชื่อ ซึ่งร้านอยู่ปากซอย ไนท์บาร์ซ่า เดินเล่นต่อนิดหน่อยก็กลับไปนอนแล้วละ คืนนี้ว้อยกลับไปนอนที่ย้านสวน เพราะว่าเราพักใกล้กับสถานที่จัดงาน เลยถือโอกาสไปนอนที่บ้าน
เช้าวันที่ 14


ที่เชียงรายอากาศเย็นมากกว่าเชียงใหม่เยอะเลย เลยต้องใส่เสื้อคลุมอ่ะ มาแนวบ้านๆเลย
นอนกันที่ราชภัฎอินน์ ตื่นขึ้นมาก็ทานข้าวเช้า ต้องขอบคุณพี่ส้มโอที่สั่งอาหารรอเราสองคน ตื่นมาก็ได้กินข้าวกันเลย อิอิ (ปกติไม่เคยกินข้าวเช้าเลยนะเนี่ย) กิเสร็จก็เดินทางไปออกบูธเช่นเคย ที่เชียงรายนศ.เข้าร่วมเยอะแยะมากมาย ทะลุเป้า 500 กว่าคน นี่ยังไม่รวมถึงน้องๆที่ไม่มีที่นั่งน่ะเนี่ย (ของเค้าดีจิงๆเล๊ย) หลังจากเก็บของเสร็จแล้วเราก็เดินทางไปร่วมทานมื้อเย็นกับทีมงานแบงค์ชาติ และทีมออกบูธรายอื่นๆพวกเราออกบูธ และพี่หวังเข้าร่วมเสวนาเช่นเช่นเคย พร้อมแจกของราลวัลสำหรับผู้ที่ตอบคำถาม
หลังจากนั้นเราก็ไปกินมื้อเที่ยงกับทีมแบงค์ชาติ และคณะอาจารย์ที่สถาบัน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ทีมของอาจารย์และแบงค์ชาติ เดินทางไปเที่ยวแม่สายต่อ
ส่วนทีมงานของเราเดินทางไปต่อที่ เพื่อขึ้นภูชี้ฟ้า โดยเข้าพักที่ภูชี้ฟ้ารีสอร์ท ซึ่งค่อนข้างอยู่ใกล้กับภูมากๆ ทำให้เราเดินน้อยลง บรรยากาศส่วนตัวมากๆ
เพราะคืนนี่มีแต่พวกเรามาพักเท่านั้น ส่วนคืนถัดไปเห็นว่าจะมีคณะทัสร์มาพัก 50 คน

พี่หวังคับ เผามันหรือว่าแทงกบคับ เสียงกบมันร้องแอ๊บๆๆๆแอบ ใหญ่เลย
(ไม่ที่แทงนี่ก็ ไม่เขี่ยขยะของรีสอร์ท แต่เอามาแทงมันซะงั้น)

นี่อาหารของนังว้อย มันซื้อไส้กรอกมาแต่ไม่มีปัญญาปิ้งอ่ะ เลยสงเคราะห์เพื่อน โดยการสละสร้อยคอ ที่เป็นลวด มาเสียบไส้กรอกให้อ่ะ
(ปิ้งเสร็จก็เอาลวดมาใส่อ่ะ โหย คองี้มีสร้อยติดอยู่ถาวรรเลย ฮาๆ)
เราไปกินมื้อเย็นที่นั่น ช่วงค่ำๆก็เผามันกินกัน อร่อยดี มันรสชาติหอมหวานมากๆ ส่วนว้อยซื้อไส้กรอกมาย่าง แต่ไม่มีไม้ย่างเราเลยน้ำสร้อยคอ ที่เป็นลวดมาเสียบไส้กรอกให้ อิอิ
อร่อยแสดเลยเพื่อนเรา หลังจากเผามัน เสร็จเรียบร้อย และพี่หวังเผาไม้เขี่ยขยะหทด 3 ข้อ (อิอิ) ก็แยกย้ายกันเข้านอน คืนนี้เราทุกคนอาบน้ำกันด้วยน่ะ อิอิ
อากาศไม่เย็นมาก พอได้ ตอนเช้านัดกันตอนตี 4 เพื่อเดินทางขึ้นไปดูภูชี้ฟ้า ช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุดยาว คนไม่เยอะมากนัก

เริ่มจากมืดๆ

สว่างขึ้น

พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เย้ !!!!

ภาพพระอาทิตย์ขึ้น สวยงามมาก

ยกเท้าจะเขี่ยอุจาระออกจากเท้าเหรอพี่ (นึกว่าติดอยู่แต่ข้างทางซะอีก)
แต่ละคนเท่ห์แสดเลย

พระท่านก็หนาวน่ะ

มีเด็กน้อยชาวเขา เดินถ่ายรูป พร้อม wording ที่ว่า “ถ่ายรูปกะหนูหน่อย กี่บาทก็ได้แล้วแต่ปี้จ่าให้ค่า”
ถ่ายภาพตอนเช้ามืด มืดตื้อเลย แสงยังไม่ค่อยมี เราจะพยายามไม่ใช้แฟลช เพราะต้องการภาพที่เป็นธรรมชาติมากๆ
ช่วงรอถ่ายภาพ มีในกลุ่ม 1 คน ที่ปวดหนักกระทันหันเลยขอแว่บไปอุจาระ (ขี้ขางทาง หรือ อาจจะดงหญ้า) ก่อนที่จะกลับมาด้วยหน้าตาเหย๋เก
เดินถ่ายทุกมุมก่อนที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น (ส่วนจะเป็นใครนั้นย้อนไปดูรูปด้านบนนะ)

ระหส่างทางเดินกลับรีสอร์ท คาราด้าอร่ยมากกกก

เสบียงมื้อเช้า

อร่อยจังเล๊ยยย
เดินทางกลับไปกินมื้อเช้าอย่างอร่อยที่รีสอร์ท

จิงๆแล้วคนนี้ไกวไม่แรงหรอก แกเฟคไปงั้นละ ตากล้องสั่ง ฮาๆ

ท่านี้ยกเท้าซ้ายให้ตากล้องนะ (รักแท้แพ้บาทา ฮาๆ)

ห้าปากร้องนี่ไม่ได้กลัวตกน่ะ กลัวเชือกขาดต่างหากละ (ผู้ชาย 100 กิโล ฮาๆ)

ท่านี้เรียกว่า อ้าขารับ
หลังจากกินเสร็จเราก็ทำการถ่ายรูปที่ระบึกกับชิงช้า แสนเสียวหน้าห้อวพักกันทีละคน (ช่างกล้องฝีมือดีจิงเล๊ย) และคืนนี้เป็นคืนที่ต้องไปนอนที่บ้านสวนสุขกาย บ้านของนายว้อย ซึ่งบรรยากาศดีมากๆ และผลไม้เยอะสัดเลย

สวยมะ

ดอกซากุระเจ้า ไฮ่ๆๆๆ

ทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าภูชี้ฟ้าอีกน่ะ ทั้งๆที่เรามากันเกือยสิบโมงเช้า
หลังจากออกจากห้องพักเราได้เดินทางไปแวะที่ผาตั้ง ขอบอกว่าสวยงามมาก เพราะมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว เลียบแม่น้ำโขง และดูทะเลหมอก ซึ่งเยอะและสวยกว่าภูชี้ฟ้าเป็นไหนๆ
เดินไปดูประวัติศาสตร์สมัยก่อน

มองจากฝั่งไทย ไปฝั่งลาว
และยังได้มีโอกาสขี่ม้าครั้งแรกในชีวิต ลองขี่ขึ้นเขาดูเสียวมั่กๆ และพอถ่ายรูปกับม้า คนอื่นตัวเล็กๆถ่ายออกมาดูดีเชียว แต่เราตัวยาว เจ้าม้าที่เรานั่งมันเอาแต่ก้มกินหญ้า

ตลอดเลยไม่รู้มันไปอดอาหารจากที่ไหนมา ส่วนม้าอีกตัวมันก็เดินไปขี้ไป แถมตดอีกต่างหาก อัดหน้าเราเลย แย่แล้วม้าตด หมดอนาคตเลยตู


หลังจากนั้นก็เดินไปดูคุกดิน ที่เมื่อก่อนเขาขังนักโทษไว้ ไม่ให้น้ำไม่ให้อาหารเลย


นี่ละคุกดิน

จากนั้นน้องไกด์ก็พาไปเดินชมร้านขายผลไม้ดอง และแช่อิ่ม รวมไปถึงชาเขียว แหม่ ชาเขียวนี่มีสองแบบ แบบหอมแต่ขมปี๋ กับแบบรสชาติดีแต่ขม น่าจะเอามาผสมผสานระหส่างความหอมและรสชาดที่ลงตัวเนอะ อิอิ




ภาพนี้ไฮไลน์อยูที่แมลงปอน่ะ ช่างภาพจับภาพได้ขณะบินผ่าน (คือตั้งใจถ่ายแมงปอน่ะ)

ใต้วงแขน ที่แสนหอมหวาน

อุลตร้าแมนแซดดดดดดดด !!!
เดินกันเหนื่อยแล้ว แวะกินอาหารเที่ยงกันดีกว่า มื้อนี้เป็นข้าวขาหมูยูนาน พร้อมหมั่นโถ เหนียมนุ่มแสนอร่อย แถมยังมีผักอะไร จำชื่อไม่ได้มากินแก้เลี่ยน อร่อยดี หลังจากนั้นก็นั่งรถเพื่อเดินทางไปบ้านสวนของนายว้อย

โดยแวะซื้อของฝากตลอดทาง ระหว่างทางแวะที่หอฝิ่นที่ใครบอกว่าดีและสวย แต่พอเราไปถึง เอ้อ ก็สวยจิงๆ แต่ว่ายังต้องซื้อบัตรเพื่อเข้าไปด้านในน่ะ คนละ 200 บาท โหย แพงอ่ะ ฝรั่งก็คนละ 300 เอง อีกอย่างเข้าไปห้ามถ่ายภาพใดๆทั้งสิ้น
อ้าวงั้นคงไม่เข้าดีกว่า ขอแค่มาถ่ายภาพคู่กับป้ายดีกว่า (รู้งี้โชว์รูปแล้วแอบบอกว่าเข้าไปก็ดีอ่ะ)
เราเดินทางมาที่บ้านสวน สุขกาย ภายในบรรยากาศสวนผลไม้ มีต้นมะเฟือง ต้นลิ้นจี่ ขนุน ลำไย ชมพู่ และติดกับภูเขา พวกเรามาถึงคุณพ่อของว้อยก็เตรียมอาหารมื้อใหญาไว้ต้อนรับ งานนี้ต้องขอขอบคุณพ่อว้อยด้วยนะคะ ที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
พวกเราเข้านอนกันเลย เพระาตอนเช้าต้องเดินทางกลับ